การศึกษาดนตรีในประเทศไทย
สุกรี เจริญสุข

การศึกษาดนตรีในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ไม่มีข้อมูลชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาของวิชาอื่นๆ ไม่มีองค์กรกลางที่จะช่วยบริการข้อมูล ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองที่สนใจจะให้ลูกเรียนดนตรีจะต้องขวนขวายหาความรู้ ปะติดปะต่อข้อมูลเอาเอง บทความฉบับนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เห็นเท่าที่จะรวบรวมได้ หากผู้อ่านมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถเพิ่มเติมและต่อยอดข้อมูลได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เพื่อใช้ในการศึกษามากที่สุด

๑. ปรัชญาดนตรีศึกษาของไทย

ปรัชญาการศึกษาดนตรีของไทยเท่าที่ค้นพบได้ จากระบบการศึกษาที่วัด การศึกษาที่บ้าน และการศึกษาในราชสำนัก ต่อมาดนตรีเป็นการศึกษาที่จัดขึ้นในระบบของโรงเรียน ซึ่งมีหลักสูตร ซึ่งถือเป็นปรัชญาและนโยบายหลักของการศึกษาไทย จึงขอรวบรวมมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

๑.๑ หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พุทธศักราช ๒๔๓๘ ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษา
ชาติฉบับแรก ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เขียนถึงการศึกษาศิลปะ ดนตรีไว้ว่า
"การเรียนวิชาศิลปะ เป็นเรื่องการวาดภาพและการขับร้อง ซึ่งได้แก่ เพลงสรรเสริญพระบารมี
ทำนองเทศน์มหาชาติ สวดสรภัญญะและท่ารำต่างๆ ตามแต่ครูสามารถสอนได้"

๑.๒ หลักสูตรการศึกษาชาติ ฉบับที่ ๒ พุทธศักราช ๒๔๕๐ ซึ่งได้เขียนไว้ว่า
"การเรียนดนตรีเพื่อให้รู้ไว้เป็นเครื่องแก้ความรำคาญสำหรับบ้านเรือนในเวลาว่าง หัดร้องเพลงง่ายๆ ส่วนเพลงยากๆ และการดีดสีตีเป่า ให้เป็นไปตามใจรักและครูสามารถสอนได้"

๑.๓ หลักสูตรการศึกษาชาติ ฉบับที่ ๓ พุทธศักราช ๒๔๕๒ ได้เขียนไว้ว่า
"เน้นการเรียนภาษาและจริยธรรม มีวิชาวิทยาศาสตร์และศิลปะเป็นวิชาเลือก มีการสอนขับร้องเพลงง่ายๆ เช่น เพลงบทดอกสร้อย"

๑.๔ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๔ พุทธศักราช ๒๔๕๔ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า
"วิชาขับร้องเป็นวิชาเลือก จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนมีจิตใจเบิกบานและคลายความเครียด"

๑.๕ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๕ พุทธศักราช ๒๔๕๖ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า
"วิชาขับร้องมีเนื้อหาเดิม แต่เริ่มมีการสนับสนุนการหัดเล่นดนตรี เริ่มมีการเรียนดนตรีแบบท่องจำผสมตัวโน้ตมีการใช้โน้ตสากลในการเรียนบ้าง"

๑.๖ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๖ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า
"จุดมุ่งหมายของการเรียนขับร้องและดนตรี เพื่อให้จิตใจผู้เรียนเบิกบาน เห็นความงามและความไพเราะ เพลงที่ใช้ยังคงเป็นเพลงเดิมคือ เพลง ๒ ชั้น เพลง ๓ ชั้น และเพลงบทดอกสร้อยง่ายๆ"

๑.๗ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๗ พุทธศักราช ๒๔๘๐ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า
"ในหนึ่งสัปดาห์จะต้องมีกิจกรรมสวดคำนมัสการ ร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี"

๑.๘ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๘ พุทธศักราช ๒๔๙๑ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า

๑.๘.๑ ฝึกการใช้เสียงดนตรีและให้รู้จักจังหวะ
๑.๘.๒ ให้เพลิดเพลินร่างกายและรู้จักใช้เวลาว่าง
๑.๘.๓ ให้ร้องเพลงเป็นเครื่องกล่อมเกลาให้เกิดอุปนิสัยอันดีงาม เพลงที่ต้องสอนได้แก่ เพลงรักชาติบ้านเมือง เพลงโรงเรียน เพลง ๒ ชั้น และเพลงพื้นเมือง โดยฝึกร้องเป็นหมู่และร้องเดี่ยว

๑.๙ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๙ พุทธศักราช ๒๔๙๓ ได้เขียนถึงวิชาขับร้องไว้ว่า

๑.๙.๑ ฝึกการใช้เสียงดนตรีและให้รู้จักจังหวะ
๑.๙.๒ ให้เพลิดเพลินร่างกายและรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
๑.๙.๓ เป็นเครื่องกล่อมเกลาอารมณ์และให้เกิดอุปนิสัยอันดีงาม รายวิชาที่ต้องสอน
ได้แก่ เพลงรักชาติบ้านเมือง เพลงโรงเรียน เพลง ๒ ชั้น และเพลงพื้นเมือง โดยฝึก
หัดร้องเป็นหมู่และร้องเดี่ยว ร้องเสียงสูงเสียงต่ำ ให้รู้จักจังหวะของเพลงและอ่านโน้ตสากลตามสมควร

๑.๑๐ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๑๐ พุทธศักราช ๒๔๙๘ วิชาดนตรีได้จัดไว้ในหมวดสังคมศึกษา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายดังนี้

๑.๑๐.๑ เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินในการขับร้องหมู่และเดี่ยว
๑.๑๐.๒ เพื่อให้เกิดความเข้าใจจังหวะเมื่อได้ยินเสียงดนตรี
๑.๑๐.๓ เพื่อให้เกิดสันทนาการของเสียง การออกเสียงที่มีคุณภาพนุ่มนวลและสามารถเลียนเสียงได้ถูกต้อง
๑.๑๐.๔ เพื่อส่งเสริมให้มีโอกาสสำหรับร่วมกันในการเล่นดนตรีเสมอๆ
๑.๑๐.๕ เพื่อส่งเสริมรสนิยมในการฟังดนตรีที่ดี ที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
๑.๑๐.๖ เพื่อส่งเสริมรสนิยมทางดนตรี
๑.๑๐.๗ เพื่อส่งเสริมความเป็นปึกแผ่นร่วมกันทางจิตใจ เช่น เมื่อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีหรือร้องเพลงชาติ
๑.๑๐.๘ เพื่อสามารถเข้าใจและอ่านโน้ตง่ายๆ ได้
๑.๑๐.๙ เพื่อให้เข้าใจความไพเราะของการร้องประสานเสียงและสามารถร้องได้

๑.๑๑ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๑๑ พุทธศักราช ๒๕๐๑ วิชาดนตรีได้จัดไว้ในหมวดศิลปศึกษา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายดังนี้

๑.๑๑.๑ ให้รู้สึกชื่นชมและซาบซึ้งในความงามตามธรรมชาติในด้านต่างๆ สี เสียง และให้เป็นผู้มีความเจริญทางจินตนาการ
๑.๑๑.๒ ให้รู้จักใช้ศิลปะเพื่อความเพลิดเพลิน ร่าเริง และผ่อนคลายอารมณ์ในยามว่าง
๑.๑๑.๓ ให้รู้จักฟังเพลง ร้องเพลง ฟ้อนรำ ฟังและเล่นดนตรีตามสมควร

๑.๑๒ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๑๒ พุทธศักราช ๒๕๐๓ จุดมุ่งหมายของหมวดวิชาศิลปศึกษาแขนงวิชาขับร้องดนตรี ยังคงคล้ายกับหลักสูตรเดิม

๑.๑๓ หลักสูตรการศึกษาชาติฉบับที่ ๑๓ พุทธศักราช ๒๕๒๑ วิชาดนตรีนาฏศิลป์ได้จัดไว้ในหมวดศิลปศึกษา มีจุดมุ่งหมายดังนี้

๑.๑๓.๑ ให้เห็นคุณค่าของวิชาดนตรีและนาฏศิลป์
๑.๑๓.๒ ให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานเกี่ยวกับดนตรีและนาฏศิลป์
๑.๑๓.๓ ให้มีโอกาสพัฒนาตัวเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมดนตรีนาฏศิลป์ตามความถนัดและความสนใจของตน
๑.๑๓.๔ ให้แสดงออกตามความคิดเห็นและจินตนาการของตน มีความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน
๑.๑๓.๕ ให้รู้จักดนตรีนาฏศิลป์ของไทยและของชาติอื่น
๑.๑๓.๖ ให้นำประสบการณ์ทางดนตรีและนาฏศิลป์ไปปรับปรุงบุคลิกภาพของตน

๒. ปรัชญาดนตรีที่ชาวบ้านเข้าใจ

สำหรับชาวบ้านหรือประชาชนทั่วไปนั้น มีความเข้าใจวิชาดนตรีแบบชาวบ้าน ด้วยความเชื่อ ประเพณีนิยม การศึกษาและความจริงเกิดขึ้นในสังคม ดังนั้นชาวบ้านก็มีความรู้และความเข้าใจดนตรีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับยุคสมัยของสังคม จึงรวบรวมไว้เป็นข้อความเชิงปรัชญา ดังนี้

๒.๑ มุมมองดนตรีในด้านลบ
เสียแรงรู้เสียแรงเรียนเพราะเป็นวิชาที่ไม่มีแก่นสาร (นางนพมาศ)
อย่าร้องเพลงในครัวได้ผัวแก่ (ชาวบ้าน)
ดนตรีเป็นวิชาชีพชั้นต่ำ เป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกัน (ชาวบ้าน)
อันยี่เกลามกตลกเล่น รำเต้นสิ้นอายไม่ขายหน้า ไม่ควรจดจำเป็นตำรา มักจะพาเสียคนป่นปี้เอย (กลอนบทดอกสร้อย)
อันดนตรีมีคุณที่ข้อไหน ฤาใช้ได้ข้างแต่เที่ยวเกี้ยวผู้หญิง (พระอภัยมณี)
ให้ละเว้นการฟ้อนรำขับร้องและประโคมดนตรีเพราะเป็นข้าศึกแห่งกุศล (อุโบสถศีลข้อที่ ๗)
นายท้ายเรือเมย์ยิเกตำรวจ คนเขาสวดว่าไม่ดี (ชาวบ้าน/ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ)
กินอย่างกะราชา นอนอย่างกะหมา (ชาวบ้านด่าพวกดนตรีปี่พาทย์)

๒.๒ มุมองดนตรีในด้านบวก
ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก (รัชกาลที่ ๖)
อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ (พระอภัยมณี)
ดนตรีช่วยขจัดความเจ็บปวดในระหว่างวัน (รัชกาลที่ ๙)
ดนตรีมีคุณสนับสนุนความมีจิตว่าง (พุทธทาส)

๓. โรงเรียนดนตรี มาตรา ๑๕ (๒)

ปัจจุบันโรงเรียนดนตรี มาตรา ๑๕ (๒) ดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
กระทรวงศึกษาธิการ มีจำนวน ๔๐๐ กว่าโรงเรียน มีนักเรียนประมาณ ๑.๕ แสนคน เด็กนักเรียนเหล่านี้ ต้องการเรียนวิชาดนตรี เรียนเล่นเครื่องดนตรี เช่น เปียโน ไวโอลิน ดนตรีเด็กเล็ก กีต้าร์ ดนตรีไทย ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมมาก
แต่เนื่องจากสถาบันอุดมศึกษาไม่ได้สนใจและถือว่าไม่ใช่บทบาทหลักของการศึกษาดนตรี โรงเรียนดนตรีประเภทนี้ จึงอยู่นอกสายตาของนักการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาก็ไม่ได้ผลิตครูดนตรีให้ตรงกับความต้องการของโรงเรียนดนตรี มาตรา ๑๕ (๒) โรงเรียนเหล่านี้จึงขาดแคลนครูดนตรี และครูดนตรีที่สถาบันอุดมศึกษาผลิตออกไป ไม่สามารถหางานทำได้
ทั้งๆ ที่การศึกษาดนตรีของไทยปัจจุบันอยู่ที่โรงเรียนดนตรี มาตรา ๑๕ (๒) เหล่านี้ที่เป็นหลัก เด็กนักเรียนได้เรียนดนตรีอย่างจริงจัง โดยมีพ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็นผู้กำกับการศึกษา ให้การลงทุนสนับสนุนการเรียนดนตรีของลูกๆ ครูดนตรีและโรงเรียนมีหน้าที่ให้บริการการศึกษาและเอาใจใส่ ในขณะเดียวกันโรงเรียนดนตรี ตามมาตรา ๑๕ (๒) ไม่ได้รับความสนใจจากระบบรัฐเท่าใดนัก

โรงเรียนดนตรีตามมาตรา ๑๕ (๒) เป็นโรงเรียนพิเศษที่สอนดนตรีในวันเสาร์-อาทิตย์ อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดการศึกษาให้กับคนทั่วไป โรงเรียนดนตรีพิเศษเหล่านี้ให้ความรู้กับเด็กไทย ๔๐ มาปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นต้นมา

สมัยหนึ่งพระเจนดุริยางค์เอง ก็เคยเปิดโรงเรียน "วิทยาสากลดนตรีสถาน" ตึกแถวชั้นสองที่บริเวณสะพานมอญ สอนดนตรีพิเศษเช่นกัน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘-๗๙ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐไม่สามารถให้การศึกษาดนตรีอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ เนื่องจากขาดทักษะในการจัดการ ขาดทักษะเชิงธุรกิจ และขาดนักเรียนดนตรีที่จะเอาจริงจังทางด้านดนตรี
โรงเรียนดนตรีเอกชนเหล่านี้จัดการศึกษาที่มีคุณภาพบ้างและไม่มีคุณภาพบ้าง โดยมีธุรกิจเป็นตัวกำหนด คนมีเงินมากก็เลือกเรียนกับครูหรือโรงเรียนดนตรีดีๆ ได้ คนที่มีเงินน้อยก็เลือกเรียนได้ตามจำนวนเงิน ได้ความรู้มากบ้างน้อยบ้างหรือไม่ได้เรียนเลย การเรียนดนตรีของเด็กทั่วๆ ไปจึงเป็นตลาดวิชาที่แท้จริง และเด็กไทยได้ความรู้ดนตรีจากครูและโรงเรียนดนตรีตรงนี้

๔. ศูนย์ทดสอบดนตรีในประเทศไทย

ในการศึกษาดนตรีในประเทศไทย มีการสอบเทียบดนตรีเพื่อวัดความรู้กับสถาบันการศึกษาต่างประเทศจำนวน ๕ สถาบันด้วยกัน ซึ่งได้รับความนิยมจากพ่อแม่ผู้ปกครองไทยอย่างมาก ในแต่ละปีประเทศไทยจ่ายค่าสมัครสอบประมาณ ๒๐ ล้านบาท สถาบันเหล่านั้นได้เปิดสอบตลอดปี โดยผ่านตัวแทนในประเทศไทย

อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้ริเริ่มและติดต่อกับ Trinity College of Music, London ประเทศอังกฤษ ให้เข้ามาจัดสอบเทียบทางดนตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ แต่ได้เริ่มสอบอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ที่ห้องประชุมคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ศูนย์สอบได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของอาจารย์ปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในซอยสุขุมวิท ๓ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านของอาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซอยสวัสดี (สุขุมวิท ๓๑) ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ได้จัดสอบโดยเช่าโรงแรมเป็นศูนย์สอบ และในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้ย้ายปอยู่กับ Progress Center อาคารฮอลิเดย์แมนชั่น ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ เป็นผู้รับผิดชอบ

หลังจากนั้นการศึกษาดนตรีโดยการสอบเทียบเกิดขึ้นอีกหลายสถาบันด้วยกัน ดังนี้
Trinity College of Music, London ประเทศอังกฤษ
Guildhall School of Music and Drama, London ประเทศอังกฤษ
The Associated Board of the Royal School of Music, London ประเทศอังกฤษ
London College of Music & Media, Thames Valley University ประเทศอังกฤษ
The Australian Music Examinations Board ประเทศออสเตรเลีย
ที่น่าสนใจมากก็คือ สังคมไทยสนใจการศึกษาเฉพาะเพื่อให้ได้ใบประกาศนียบัตร เพราะเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ จึงมีผู้นิยมให้ลูกสอบเทียบความรู้จำนวนมาก ทั้งๆ ที่นำไปใช้ทำอะไรไม่ได้

๕. ระบบการเรียนดนตรีในประเทศไทย

ระบบการเรียนดนตรีมีอยู่หลากหลาย เนื่องจากเป็นประเทศไทยมีอิสระทางการศึกษา นอกจากนี้แล้ว วิชาดนตรีเป็นวิชาที่รัฐให้ความสนใจน้อย จึงไม่มีผู้เชี่ยวชาญดูแลการศึกษาดนตรีอย่างจริงจัง วิชาดนตรีจึงอยู่ในสภาพที่ "ใครใคร่จัดจัด" ตามความพอใจ อย่างไรก็ตาม ก็ได้รวบรวมระบบการศึกษาดนตรีมาศึกษาโดยสังเขป

วิธีการสอนดนตรีจำนวนมาก "เป็นการนำเข้า" เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม รวดเร็วที่จะใช้ให้เกิดความสำเร็จ ได้ผลและได้รับความนิยม ดังนี้

๕.๑ ระบบการเรียนดนตรีไทย

ดนตรีไทยเป็นดนตรีประจำชาติที่มีวิธีการเรียนการสอนสืบต่อกันมาช้านาน ดนตรีไทยเรียนกันในระบบครอบครัว "พ่อสอนลูก" พ่อเป็นเจ้าของชีวิต การเรียนดนตรีจึงเป็นวิธีเรียนทั้งชีวิต นักเรียนต้องไปอยู่กับครู เรียนรู้โดยการอยู่รับใช้ เลียนแบบชีวิต เรียนรู้โดยระบบอุปถัมภ์ค้ำชู ครูสอนก็ต่อเมื่อมีความพอใจในศิษย์ ครูมีสิทธิ์ที่จะไม่สอน ความผิดจะตกอยู่ที่ผู้เรียนเป็นส่วนใหญ่ และการศึกษาเป็นเรื่องของบุญคุณที่จะต้องทดแทน

ดนตรีอยู่ที่เด็กมีโอกาสและมีความสามารถ เมื่อเด็กได้เจอครูดนตรีที่ดี มีโอกาสแสดงฝีมือ เด็กก็จะพัฒนาได้เต็มศักยภาพ แต่เนื่องจากครูเลือกศิษย์ และบางครั้งครูไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก ทำให้ระบบการศึกษาดนตรีของไทยไม่พัฒนา ระบบการเรียนดนตรีแบบครอบครัว "ดนตรีบ้าน" จึงไม่สามารถใช้ในระบบสังคมสมัยใหม่ได้

ครูผู้ยิ่งใหญ่พ่อสอนลูก ศิษย์มาฝากตัวอยู่ในครอบครัว เรียนรู้โดยเลียนแบบเรียนวิถีชีวิต เรียนรู้ด้วยการทำซ้ำๆ ท่องจำ ประกอบอาชีพไปในขณะที่เรียน

๕.๒ ระบบการสอนของโคดาย (Kodaly)

โซลตาน โคดาย (Zoltan Kodaly) เป็นนักดนตรี นักการศึกษาดนตรีชาวฮังการี มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๘๒-๑๙๖๗ มีสถาบันการศึกษาดนตรีที่สืบทอดระบบการศึกษา ระบบการสอนของโคดาย (Kodaly Method) อยู่ที่เมืองเคสคีเมต (Kecskemet) ซึ่งให้ความสำคัญการศึกษาดนตรีเทียบเท่าการศึกษาคณิตศาสตร์

วิธีการสอนที่สำคัญก็คือ การเรียนดนตรีผ่านการร้องเพลง ใช้เสียงร้องเป็นสื่อ เพราะโคดายเชื่อว่า ดนตรีเป็นเรื่องของเสียง เมื่อเด็กร้องเพลงได้ชัดเจนแล้ว สามารถที่จะถ่ายทอดจากเสียงร้องให้เป็นเครื่องดนตรีต่างๆ ได้ เมื่อร้องเพลงได้แล้ว เด็กมีความจำเป็นที่จะรู้ไวยกรณ์ดนตรี คือการอ่านโดยการขับร้อง และการเขียนโน้ตเพลง เพราะการอ่านและการเขียนจะเป็นกุญแจไปสู่โลกของดนตรีที่กว้างใหญ่ได้ หัวใจสำคัญที่สุดก็คือการพัฒนาหู การฟังเสียง และการแสดงออกทางดนตรีได้จากการฟัง โดยที่เด็กควรมีโอกาสได้เรียนดนตรีตั้งแต่เล็กๆ

รศ.ดร.ธวัชชัย นาควงษ์ (พ.ศ. ๒๕๔๔) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์ (พ.ศ. ๒๕๓๗) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้นำการศึกษาของระบบโคดายเข้ามาสอนให้กับนักศึกษาดนตรีในประเทศไทย

๕.๓ ระบบการสอนดนตรีของดาลโครซ (Dalcroze)

เอมิลิ ชาคส์ ดาลโครซ (Emile Jaques Dalcroze) มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.๑๘๖๕-๑๙๕๐ เกิดที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย พ่อแม่เป็นชาวฝรั่งเศส ตายที่กรุงเจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ เป็นนักดนตรีนักการศึกษาดนตรีคนสำคัญ ใช้วิธีการสอนดนตรีโดยมีร่างกายและจังหวะดนตรีเป็นสื่อ (Eurhythmics) ได้นำพัฒนาการของร่างการ จังหวะดนตรี และจิตใจเข้าด้วยกัน เมื่อดาลโครซเสนอวิธีการสอนในสถาบันดนตรีที่สวิสเซอร์แลนด์ ได้รับการปฏิเสธ จึงได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์สอนดนตรี และเปิดโรงเรียนเป็นของตนเอง (ค.ศ.๑๙๑๐) สอนดนตรีตามวิธีการที่คิดค้นขึ้น และขยายวิธีการสอนไปสู่โรงเรียนดนตรีในเมืองต่างๆ อาทิ ลอนดอน เบอร์ลิน เวียนนา ปารีส ชิคาโก เป็นต้น

วิธีการสอนของดาลโครซ ได้นำเข้ามาสอนในเมืองไทย ผ่านมือที่สอง โดยรับวิธีจากโรงเรียนดนตรีในอเมริกาอีกทอดหนึ่ง ต่อมาเมื่อมีนักเรียนไทยไปเรียนดนตรีที่ฝรั่งเศส ก็ได้นำมาวิธีการสอนมาเผยแพร่มากขึ้น โดยอาจารย์นิลวรรณา โรจนเสถียร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐

๕.๔ ระบบการสอนดนตรีของออร์ฟ (Orff)

ระบบการสอนดนตรีของคาร์ล ออร์ฟ (Carl Orff) ครูดนตรีและนักดนตรีชาวเยอรมัน มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๙๕-๑๙๘๒ ประสบความสำเร็จโดยการสอนดนตรีแบบ "ร้องรำทำเพลง" การเคลื่อนไหวร่างกายและการเล่นเครื่องดนตรี เป็นการเตรียมความพร้อมของการเรียนดนตรีของเด็กที่สำคัญมาก ออร์ฟ ได้เปิดสถาบันสอนดนตรี (Orff Institute) ที่เมืองซาลบวร์ก ออสเตรีย ปัจจุบันเป็นคณะวิชาหนึ่ง (ดนตรีศึกษา) ของมหาวิทยาลัยโมสาร์ต

ออร์ฟใช้เครื่องดนตรีสำหรับเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ระนาด" มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ จำนวนมาก เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนได้เล่นดนตรีในห้องเรียนได้ นอกจากเรื่องดนตรีแล้ว เรื่องของความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากด้วย เด็กเรียนความคิดสร้างสรรค์ผ่านดนตรี

วิธีการของออร์ฟ เข้ามาในเมืองไทยโดยอาจารย์ดุษฎี บริพัตร (หม่อมดุษฎี พ.ศ.๒๕๑๐) โดยส่งนักเรียนของไทยไปเรียน (๑ ปี) หลายคน และนักการศึกษาดนตรีของไทยก็ได้มีโอกาสต่อเนื่องมากระทั่งปัจจุบัน อาทิ อาจารย์ศรีสุวรรณ เจริญทองตระกูล อาจารย์กมลวัณ บุญยัษฐิติ อาจารย์โสฬส คุปตรัตน์ ดร.ธวัธชัย นาควงษ์ เป็นต้น

๕.๕ ระบบการสอนของซูซูกิ (Suzuki)

ชินอิชิ ซูซูกิ (Shinichi Suzuki) มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.๑๘๙๘-๑๙๙๘ เป็นครูดนตรีชาวญี่ปุ่น เรียนไวโอลินจากพ่อ ต่อมาได้ไปศึกษาดนตรีที่ประเทศเยอรมัน มีภรรยาเป็นชาวเยอรมัน เมื่อเรียนจบก็ได้กลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่เมืองมัตสุโมโต (Matsumoto) โดยพัฒนาวิธีสอน "แม่สอนลูก" ภาษาของแม่ (Mother Tongue) เด็กเรียนรู้โดยการเลียนแบบและทำซ้ำๆ
วิธีการสอนดนตรีโดยใช้เครื่องดนตรี ไวโอลินและเครื่องอื่นๆ ต้องมีครูที่เก่ง มีวิธีการสอนที่ถูกต้อง เรียนดนตรีอย่างต่อเนื่อง มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้เด็กอยากเรียนดนตรี หัวใจสำคัญของระบบการสอนดนตรีของซูซูกิก็คือ "อัจฉริยะไม่ได้มีมาแต่กำเนิด แต่ขึ้นอยู่กับการศึกษาและสิ่งแวดล้อม"

ระบบการสอนดนตรีของซูซูกิ ได้รับการเผยแพร่จากศาสตราจารย์คริฟฟอร์ด คุก (Clifford Cook) จากสถาบันการดนตรีโอเบอร์ลิน รัฐโอไฮโอ ในสหรัฐอเมริกา ทำให้วิธีการสอนดนตรีของซูซูกิแพร่หลายและเป็นที่รู้จัก
สำหรับประเทศไทยนั้น อาจารย์เอื้อ มณีรัตน์ ครูดนตรีที่โรงเรียนจังหวัดแพร่ ได้นำวิธีสอน และนำตำราของซูซูกิ มาแปลและใช้สอนดนตรีเด็ก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ และได้พัฒนาอย่างจริงจังมากขึ้น ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. ๒๕๔๑)

๖. โฉมหน้าใหม่ของการศึกษาดนตรีในเมืองไทย

โฉมหน้าใหม่ของการศึกษาดนตรีในเมืองไทยนั้น ดนตรีได้รับความนิยมกันมากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายอย่างด้วยกัน ขอยกมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

๖.๑ นักดนตรีอาชีพตกงาน

หลังจากวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เมื่อประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้กิจการดนตรีตกต่ำอย่างมาก ไม่มีคนเที่ยวกลางคืน ไม่มีคนดื่มและกินอาหารนอกบ้าน ไม่มีคนฟังเพลงกลางคืน ไนต์คลับ ภัตตาคารถูกปิด นักดนตรีตกงานจำนวนมาก อาชีพนักดนตรีที่เคยรุ่งเรืองกลับตกต่ำอย่างน่าใจหาย นักดนตรีชาวต่างประเทศต้องบินกลับบ้าน

๖.๒ นักดนตรีคนเก่งออกไปเป็นครูดนตรี

สืบเนื่องมาจากนักดนตรีตกงาน ผลกระทบจากวิกฤตวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ นักดนตรีทั้งหลายที่ตกงาน ก็ไปเป็นครูสอนดนตรีกันมากขึ้น แทนในโรงเรียนดนตรี ตามมาตรา ๑๕ (๒) เจริญรุ่งเรือง เมื่อนักดนตรีหันไปเป็นครูดนตรีแทน นักดนตรีที่มีฝีมือ ต้องหันกลับไปเป็นครูดนตรี ก็สามารถสอนดนตรีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองพอใจที่จะให้ลูกได้เรียนดนตรี เรียนดนตรีเพื่อคุณภาพของชีวิต

๖.๓ ปรัชญาดนตรีเปลี่ยนไป

การศึกษาดนตรีของไทยไม่เคยมีปรัชญารองรับเป็นแนวทางมาก่อน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เสนอปรัชญาดนตรีศึกษาขึ้นใหม่ (พ.ศ. ๒๕๓๘) โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตและความเชื่อที่มีอยู่ในสังคม และได้เปิดโครงการสอนดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป ปรัชญาใหม่ ดังนี้

ดนตรีเป็นวิชาของนักปราชญ์ (สุกรี เจริญสุข มติชนสุดสัปดาห์ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓)
ดนตรีเป็นหุ้นส่วนของชีวิต ดนตรีเป็นความรู้คู่ชีวิต
เรียนดนตรีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
ดนตรีสำหรับเด็กทุกคน เด็กควรได้เรียน ได้เล่น ได้รู้ และรักดนตรี
ดนตรีเป็นอาชีพที่มีเกียรติเชื่อถือได้
พ่อแม่ผู้ปกครองสมัยใหม่ นิยมให้ลูกได้เรียนดนตรี เพราะมีความเชื่อว่า ดนตรีช่วยให้ลูกได้พัฒนาศักยภาพสูงขึ้น ดนตรีสามารถช่วยให้ลูกฉลาดขึ้น ดนตรีเป็นเพื่อนของลูกได้

๖.๔ การศึกษาดนตรีขยายกว้างขวางและสูงขึ้น

การขยายตัวของโรงเรียน มาตรา ๑๕ (๒) กว้างขวางขึ้น มีโรงเรียนดนตรีเกิดขึ้นทุกศูนย์การค้า ทุกจังหวัด ซึ่งมีโรงเรียนประมาณ ๔๐๐ โรงเรียน มีนักเรียนประมาณ ๑.๕ แสนคน มีโครงการเตรียมอุดมดนตรี (พ.ศ. ๒๕๔๔) โรงเรียนมัธยมสังคีต (พ.ศ. ๒๕๓๘) มีสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนดนตรีในระดับปริญญาตรี ๔๒ สถาบัน มีนักศึกษา ๔,๔๕๙ คน (พ.ศ. ๒๕๔๖) นักศึกษาปริญญาโทจาก ๔ สถาบัน จำนวน ๒๐๐ คน และมีโครงการเปิดปริญญาเอกในปีการศึกษา ๒๕๔๗
การศึกษาดนตรีขยายอาชีพกว้างขวางขึ้น อาทิ ดนตรีคลาสสิค ดนตรีสมัยนิยม ธุรกิจดนตรี ดนตรีแจ๊ส อุตสาหกรรมดนตรี ดนตรีบำบัด ดนตรีศึกษา ดนตรีวิทยา การสอนดนตรีปฏิบัติ ดนตรีเทคโนโลยี ดนตรีประกอบภาพยนตร์ เป็นต้น

๖.๕ กิจกรรมดนตรีมีคุณภาพมากขึ้น

เนื่องจากการศึกษาดนตรีมีมากขึ้น ดังนั้นคุณภาพของกิจกรรมดนตรี อาทิ การประกวดเยาวชนดนตรีแห่งประเทศไทย (พ.ศ. ๒๕๔๐) การประกวดดุริยางค์นานาชาติ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ค่ายเยาวชนดนตรีนานาชาติในอุษาคเนย์ (พ.ศ. ๒๕๔๖) มหกรรมดนตรีนานาชาติ (พ.ศ. ๒๕๔๓) มหากรรมดนตรีแจ๊ส (๒๕๓๘) การประกวดเปียโนคอนแชร์โตแห่งชาติ การแข่งขันเครื่องสายตะวันตก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีระดับโลก นักร้อง นักดนตรีระดับนานาชาติ เดินทางมาแสดงในประเทศไทยจำนวนมาก ทำให้การศึกษาดนตรีมีกระแสความนิยม และมองเห็นทิศทางมากขึ้น

๗. บุคคลสำคัญด้านการศึกษาดนตรี

บุคคลสำคัญด้านการศึกษาดนตรีของไทย หากจะแบ่งเป็นช่วงเวลา น่าจะแบ่งได้เป็น ๔ ช่วงเวลาด้วยกัน ในช่วงเวลาของการเริ่มต้นนั้น โดยพระเจนดุริยางค์ เป็นผู้ริเริ่มดนตรีศึกษาในระบบใหม่ ต่อมาเป็นยุคของอาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ที่ได้ขยายดนตรีสู่บัณฑิตและการศึกษา ผ่านวิชาความซาบซึ้งดนตรี และยุคที่สามเป็นช่วงเวลาที่ได้ขยายสร้างพื้นฐานดนตรีสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา มีอาจารย์วาสิษฐ์ จรัณยานนท์ อาจารย์สงัด ภูเขาทอง ดร.วิภา คงคากุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ พิทักษากร รองศาสตราจารย์พึงจิต สวามิภักดิ์ และยุคปัจจุบันที่เป็นยุคการศึกษาดนตรีเบ่งบาน ครูดนตรีคนสำคัญของไทย มีดังนี้

๗.๑ พระเจนดุริยางค์
พระเจนดุริยางค์ เดิมชื่อปีเตอร์ ไฟต์ (Perter Feit) มีชื่อไทยว่า ปิติ วาทยะกร เกิดเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๒๖ พ่อเป็นนักดนตรีชาวเยอรมัน แม่เป็นมอญ เรียนดนตรี เปียโน ไวโอลิน เชลโล กับพ่อ และเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนอัสสัมชัน เมื่อจบการศึกษาแล้ว ได้เข้าทำงานที่กรมรถไฟหลวง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ย้ายไปทำงานที่กรมมหรสพหลวง มีหน้าที่ดูแลเครื่องสายฝรั่งหลวง มีบรรดาศักดิ์ เป็นพระเจนดุริยางค์
พระเจนดุริยางค์ เป็นวาทยากรคนแรกของไทย เป็นเขียนทำนองเพลงชาติไทย เรียนเรียงเสียงเพลงไทยสำหรับการบรรเลงวงเครื่องสาย บันทึกเพลงไทยเป็นโดยใช้โน้ตสากล ประพันธ์เพลงเด็กคู่กับนายฉันท์ ขำวิไล เป็นครูดนตรีสากลคนแรกของไทย เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ในกรมมหรสพหลวง ซึ่งเป็นรากฐานของวิทยาลัยนาฏศิลป์ ในปัจจุบัน พระเจนดุริยางค์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ อายุ ๘๕ ปี

๗.๒ อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๖ กันยายน ๒๔๖๗ เป็นนักเรียนทุนดนตรีคนแรกของไทย ที่เดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ (Guildhall School of Music, University of London) โดยเรียนวิชาขับร้องและเชลโล เมื่อกลับจากการศึกษา ได้ร่วมก่อตั้งวงเครื่องสายฝรั่งอาชีพขึ้น วงโปรมูซิกา (Pro Musica Chamber Orchestra)
อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้บุกเบิกการสอนวิชาความซาบซึ้งดนตรีในสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเฉพาะนักศึกษาในสาขาวิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ครุศาสตร์ และศึกษาศาสตร์ เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาดนตรีสากลในระดับอุดมศึกษาของไทย และเป็นผู้นำการสอบเทียบดนตรี (Trinity College of Music, London ประเทศอังกฤษ) เข้ามาในประเทศไทยเป็นคนแรก
อาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เสียชีวิตเมื่อวันพุธที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ อายุได้ ๗๖ ปี

๗.๓ อาจารย์วาสิษฐ์ จรัณยานนท์
อาจารย์วาสิษฐ์ จรัณยานนท์ เกิดเมื่อวันพุธ ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ได้รับทุนการศึกษาไปเรียนวิชาฟิสิกส์ที่ประเทศอังกฤษ และได้เรียนวิชาดนตรี เปียโนด้วย กลับมารับราชการที่อยู่กรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาเป็นผู้บุกเบิกสร้างหลักสูตร "ครูดนตรี" ระดับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงวิชาเอกดนตรี เพื่อสร้างครูสำหรับโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยร่วมงานกับอาจารย์สงัด ภูเขาทอง เปิดหลักสูตรเมื่อปีการศึกษา ๒๕๑๓ กระทั่งเกษียณอายุจากราชการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี

๗.๔ อาจารย์สงัด ภูเขาทอง
อาจารย์สงัด ภูเขาทอง เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๔๗๔ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนจบการศึกษาบัณฑิตเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ รับราชการเป็นครูสอนวิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์ และสอนวิชาดนตรีที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กระทั่งเกษียณอายุจากราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ ได้ร่วมงานกับกรมการฝึกหัดครู โดยมีอาจารย์วาสิษฐ์ จรัณยานนท์ ได้สร้างหลักสูตร "ครูดนตรี" ระดับประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงวิชาเอกดนตรี สำหรับครูดนตรีโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เปิดหลักสูตรเมื่อปีการศึกษา ๒๕๑๓
หลังจากอาจารย์สงัด ภูเขาทอง เกษียณจากกรมการฝึกหัดครู ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์สงัด ภูเขาทอง เป็นนักวิจัย เป็นผู้ค้นคว้าวิชาดนตรีไทยอย่างกว้างขวาง เป็นผู้บันทึกโน้ตเพลงไทยระบบ ดรมฟ อาจารย์สงัด ภูเขาทอง เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๖ อายุ ๗๒ ปี

๗.๕ ดร.วิภา คงคากุล
อาจารย์ ดร.วิภา คงคากุล เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๘๓ เป็นครูดนตรีคนแรกของไทยที่เรียนจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขาดนตรีศึกษา จากประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ารับราชการเป็นครูสอนดนตรี ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ร่วมงานกับอาจารย์กำธร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เปิดสอนดนตรีในระดับปริญญาตรี ดนตรี เมื่อ ปีการศึกษา ๒๕๑๙ เป็นผู้นำด้านดนตรีศึกษา พัฒนาอาชีพครูดนตรี หลังจากเกษียณอายุจากราชการ ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๖ อายุ ๖๓ ปี

๗.๖ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พันเอกชูชาติ พิทักษากร
อาจารย์ชูชาติ พิทักษากร เกิดเมื่อวันจันทร์ ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ เป็นนักเรียนทุกนของไทย ส่งไปเรียนวิชาเภสัช ณ ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้ย้ายไปเรียนวิชาดนตรี (ไวโอลิน) เมื่อกลับมาได้เข้ารับราชการที่กองดุริยางค์ทหารบก เมื่อลาออกจากกองดุริยางค์ทหารบก ก็ได้เข้ารับราชการที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทั่งเกษียณจากราชการ พ.ศ. ๒๕๓๘ และสอนดนตรีอยู่ที่บ้าน
อาจารย์ชูชาติ พิทักษากร เป็นครูดนตรีที่ได้เปลี่ยนแปลงการศึกษาดนตรี จากวิชาเล่นๆ เป็นวิชาการอย่างจริงจัง ฝึกซ้อมดนตรีอย่างจริงจัง เลือกสอนนักเรียนที่เอาเอาจริงเอาจัง เป็นครูสอนดนตรีปฏิบัติ โดยเฉพาะเครื่องสากล ได้สร้างรากฐานฝีมือนักดนตรีของไทยใหม่ ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี

๗.๗ รองศาสตราจารย์พึงจิต สวามิภักดิ์
อาจารย์พึงจิต สวามิภักดิ์ เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นอาจารย์สอนขับร้องเพลงสากล อาจารย์พึงจิต สวามิภักดิ์ ได้รับทุนจากรัฐบาล ไปเรียนการขับร้องเพลงสากลจากประเทศอังกฤษ กลับมารับราชการที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ต่อมาได้โอนไปรับราชการที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทั่งเกษียณอายุจากราชการ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ อาจารย์พึงจิต สวามิภักดิ์ เป็นผู้วางรากฐานการขับร้องเพลงสากลในระบบการศึกษาไทย ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี

๗.๘ คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช
อาจารย์คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๔๗๕ ที่กรุงเทพ มหานคร เป็นนักเปียโนคนแรกที่ชนะเลิศการประกวดเปียโนแห่งชาติครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยมีพระเจนดุริยางค์ เป็นกรรมการ เป็นนักเรียนไทยคนแรกที่ไปเรียนเปียโนที่โรงเรียนดนตรีอีสแมน มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา กลับมารับราชการที่กรมศิลปากร ต่อมาเป็นครูสอนดนตรีที่โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนมวัฒนา
คุณหญิงมาลัยวัลย์ บุณยะรัตเวช เป็นศิลปินแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๐ สาขาดนตรีสากล ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มสอนและควบคุมการขับร้องประสานเสียง

๗.๙ อาจารย์ปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
อาจารย์ปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เป็นทหารเรือมียศนาวาตรี เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่กรุงเทพมหานคร ศึกษาเปียโนจากประเทศอังกฤษ มีบทบาทในการศึกษาดนตรีคลาสสิคของประเทศไทย ได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาดนตรีสากล ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นนักเปียโนและเป็นครูสอนเปียโนที่มีชื่อเสียง เปิดบ้านเป็นห้องสอนเปียโน มีลูกศิษย์เปียโนจำนวนมาก เป็นแบบอย่างของการศึกษาดนตรี (เปียโน) ในประเทศไทย ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี

ต้องปฏิรูปการศึกษาดนตรีอย่างเร่งด่วน

การปฏิรูปการศึกษาเป็นนโยบายของรัฐบาลมาหลายปีแล้ว แต่การปฏิรูปก็ยังเป็นกระดาษ ยังเป็นความรู้สึก ยังเป็นคำพูดในห้องประชุม ยังเป็นโวหาร เพราะยังไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นการกระทำแต่อย่างใด ประชาชนต่างก็รอคอยอานิสงส์และอานุภาพของการปฏิรูปการศึกษาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ ใกล้ชิดแบบหายใจรดต้นคอทีเดียว ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการ ไปหลายคนแล้ว เพราะประเด็นหลักมาจากการปฏิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ

สภาพการศึกษาดนตรีก่อนการปฏิรูปการศึกษาเป็นอย่างไร ดูได้จากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะว่ายังเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข สามารถแบ่งปัญหาของการศึกษาดนตรีมีอยู่ ๒ ระดับด้วยกัน คือ การศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาดนตรีในโรงเรียนสามัญขั้นพื้นฐาน "เน่า" และปัญหาการศึกษาดนตรีระดับอาชีพ ไม่มีคุณภาพและไม่สามารถผลิตนักดนตรีอาชีพที่ดี ออกไปรับใช้สังคมได้

การศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป ก็คือการศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐาน เป็นดนตรีสำหรับพื้นฐานของชีวิต ชนิดร้องรำทำเพลง ร้องเพลงได้ เล่นดนตรีเป็น ฟังเพลงได้ไพเราะ ซึ่งเป็นจัดการศึกษาดนตรีในโรงเรียนสามัญศึกษาทั่วไป เป้าหมายของการศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพของชีวิตไทยทุกคนให้เป็นผู้ที่มีรสนิยม "ฟังรู้ดูออก" ซึ่งเป็นพื้นฐานและมาตรฐานชีวิตที่มีคุณภาพในสังคมศิวิไลซ์ เพราะความเป็นจริงแล้วชีวิตในสังคมไทยมีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้วพอควร

เมื่อมองถึงมาตรฐานว่าชีวิตคนไทยทุกคนควรได้รับการศึกษาดนตรีในระดับที่ ร้องเพลงได้ เล่นดนตรีเป็น ฟังเพลงได้ไพเราะ ประมาณว่า "ฟังรู้ดูออก" นั้น หากมองภาพว่า "มาตรฐาน" แปลว่าขั้นต่ำที่สุด หรืออย่างน้อยที่สุด ตัวอย่าง คำว่า "American Standard" แปลว่า ทุกบ้านของคนอเมริกัน สามารถมี "โถส้วม" ครบทุกบ้าน ไม่ต้องไปปล่อยทุกข์ในป่า ใต้ต้นไม้ ริมถนน ฯลฯ อีกต่อไป ซึ่งเป็นการปฏิรูปมาตรฐานคุณภาพชีวิตได้สำเร็จ เมื่อนำมาตรฐานมาผลิตเป็นสุขภัณฑ์ตั้งยี่ห้อ "American Standard" ขายในประเทศไทยก็กลายเป็นของสูงไป ทั้งๆ ที่มาตรฐานเป็นเพียงคุณภาพขั้นต่ำเท่านั้น

มาตรฐานในระบบการศึกษาไทยกลายเป็นคุณภาพระดับสูง ทั้งๆ ที่มาตรฐานหมายความว่าคุณภาพขั้นต่ำ เพราะนักการศึกษาไทยแปลความหมายไม่ถูกต้อง ดังนั้นโถส้วมยี่ห้อ American Standard จึงมีราคาแพง เพราะกลายเป็นสินค้าระดับคุณภาพสูง เช่นเดียวกับอาหารแฮมเบอร์เกอร์ ที่เป็นอาหารชั้นหยาบๆ ของชาวอเมริกัน แต่กลับเป็นอาหารชั้นสูงและอาหารของผู้มีรสนิยมของไทย ดังนี้เป็นต้น เพราะว่าคนไทยเห่อฝรั่ง ตามฝรั่งจนเข้าใจผิดคิดว่าของฝรั่งดีไปทั้งหมด ดังนั้นความเข้าใจว่า มาตรฐานขั้นต่ำของฝรั่ง ก็กลายเป็นมาตรฐานเป็นขั้นสูงของไทย

คำว่า "มาตรฐาน" นั้นนักการศึกษาไทยและคนไทยรู้สึกว่า สูงสุดสอย ไกลจนเอื้อมไม่ถึง แบบเดียวกับหมาเห่าเครื่องบิน หรือดอกฟ้ากับหมาวัด อะไรทำนองนั้น จึงต้องมีการรณรงค์ประกันคุณภาพกันทั้งประเทศ ในที่สุด บริษัทประกันต่างชาติก็ร่ำรวยไปตามๆ กัน ที่จริงแล้ว ให้บริษัทเชลล์ชวนชิม เปิบพิสดาร แม่ช้อยนางรำ ฯลฯ ไปประกันให้หมดทั่วประเทศก็หมดเรื่อง จะได้ไม่ต้องจ้างบริษัท ISO เมื่อก่อนนั้นกระทรวงศึกษาธิการ "รับรองวิทยะฐานะ" เดี๋ยวนี้กระทรวงศึกษาธิการเองยังรับรองตัวเองยังไม่ได้เลย จึงไม่สามารถไปรับรองผู้อื่นได้

สภาพการศึกษาดนตรีในโรงเรียนสามัญตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา ขาดแคลนครูดนตรีในโรงเรียน ไม่มีเครื่องดนตรี ไม่มีห้องเรียนดนตรีในโรงเรียน เมื่อถึงชั่วโมงดนตรีก็ใช้ครูที่ไม่รู้ดนตรีไปสอนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ขึ้นชื่อว่าวิชาดนตรีแล้ว ขาดแคลนไปหมด ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว ยกเว้นที่มีอยู่อย่างเดียวก็คือ "มีปัญหา"

การศึกษาดนตรีของไทยไม่มีปรัชญานำ เรียนดนตรีไปทำไม เรียนเพื่ออะไร ครูดนตรีตอบไม่ได้เมื่อไม่มีปรัชญานำ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับวิชาดนตรี รู้แต่เพียงว่าจะต้องมี แต่มีไว้ทำไมก็ตอบไม่ได้ ดนตรีจึงเป็นวิชาที่ไม่เป็นวิชาการสำหรับผู้บริหารโรงเรียน วิชาดนตรีจึงจัดการเรียนไว้หลังเลิกเรียนแล้ว หลัง ๕ โมงเย็นไปแล้ว เด็กที่จะเรียนดนตรีก็มีครูพิเศษ เรียนพิเศษ เวลาพิเศษ ในที่สุด นักเรียนที่เล่นดนตรีเป็น เล่นดนตรีได้ ก็กลายเป็น "เด็กพิเศษ" ไปโดยปริยาย ทั้งๆ ที่เป็นเด็กธรรมดาทั่วไป

การศึกษาดนตรีระดับอาชีพ สำหรับการศึกษาดนตรีในระดับอาชีพนั้น หมายถึงการศึกษาดนตรีในระดับอุดมศึกษา ซึ่งประกอบด้วย วิทยาลัยนาฏศิลป์ สถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และมหาวิทยาลัย รวมๆ กันแล้ว ประเทศไทยเปิดการสอนดนตรีระดับอุดมศึกษา
๔๘ สถาบันด้วยกัน ทุกๆ สถาบันต่างก็มีปัญหาแตกต่างกัน เหมือนๆ กับระดับพื้นฐานสามัญศึกษา กล่าวคือ ขาดแคลนห้องเรียน ขาดแคลนครูดนตรี ขาดแคลนเครื่องดนตรี ไม่มีงบประมาณ ผู้บริหารไม่เหลียวแล จะมีอยู่อย่างเดียวเหมือนกันคือ "มีปัญหา" เท่านั้น ที่สำคัญก็คือ สถาบันอุดมศึกษาไทย ไม่สามารถที่จะสร้างคน สร้างงาน และพัฒนาคุณภาพการศึกษาดนตรีของชาติได้

ประเทศไทยได้เปิดสู่สาธารณะเรียบร้อยแล้ว ประชาคมโลกต่างก็มุ่งสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอุษาคเนย์ เมื่อสังคมต้องการดนตรี และแผ่นดินแม่ ไม่สามารถบริการให้ได้ ก็ต้องใช้วิธีนำเข้าจากต่างประเทศ หากจะสำรวจความจำเป็นและความต้องการดนตรีของประเทศไทยในขณะนี้ มีดังนี้ ต้องนำเข้าครูดนตรี นักดนตรี นักร้อง วงดนตรี การแสดงดนตรี เครื่องดนตรี แผ่นเสียง ตำรา หนังสือ โน้ตเพลง สื่อและอุปกรณ์ดนตรี ส่งนักเรียนไปเรียนนอก การสอบเทียบ รวมแล้วประมาณอย่างเคร่าๆ ปีละสี่หมื่นล้านบาท (หากคิดตัวเลขไม่ถูกต้อง สามารถคิดใหม่ได้) ตัวเลขไม่คิดรวมถึงความสูญเสียที่รัฐได้ลงทุนไปกับ ๔๘ สถาบันอุดมศึกษาที่ขาดประสิทธิภาพอีกต่างหาก
สิ่งที่รัฐไทยจะต้องทำอย่างเร่งด่วนก็คือ รีบปฏิรูปการศึกษาดนตรีโดยเร็วทั้ง ๒ ระดับ เพราะขณะนี้รัฐไทยขาดทุน ๒ เท่า คือนำเข้าดนตรีมากเกินไป และสิ่งที่รัฐไทยลงทุนอยู่ได้ไม่คุ้มเสีย ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่ใช่เพียงสูญเสียเฉพาะเงินเท่านั้น แต่ไทยกำลังสูญเสียวัฒนธรรมดนตรี สูญเสียวิญญาณไทย เพราะต้อง "นำเข้าความสำเร็จ" รวดเร็วทันใจ จะคอยคนไทยก็ช้าพัฒนาไม่ทัน และอย่าลืมว่า "กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาเป็นไปเช่นนั้น" หากได้ปฏิรูปการศึกษาดนตรีวันนี้ อีก ๑๕ ปีจึงจะเห็นดอกผล ประเทศไทยขาดดุลการค้าไปอีกสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้

ที่น่าตกใจกำลังจะตามมาก็คือ เด็กไทยคนเล็กๆ เล่นดนตรีเป็นนิดๆ หน่อยๆ ก็กลายเป็นเด็กอัจฉริยะไปแล้ว ใครเป็นคนตัดสิน พ่อแม่ ครูดนตรี สื่อมวลชนช่วยประโคมข่าว เพราะกระแสต้องการชูเด็ก ต้องการว่าสังคมนี้มีอะไร ความจริงก็คือ สังคมไทยขาดแคลนคนเก่งอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเก่งด้านดนตรี กีฬา ศิลปะ นาฏศิลป์ เพราะวิชาเหล่านี้ไม่ได้สร้าง ไม่ได้ลงทุนกันจริงจังนัก ณ วันนี้สังคมขาดแคลน มีความจำเป็นและมีความต้องการ จึงเรียกร้องคนเก่งจนเกินเหตุ เห็นอะไรก็เป็นอัจฉริยะไปหมด ทั้งๆ ที่เป็นเด็กธรรมดาทั่วไปนี่แหละ

ไม่ต้องไปหาเด็กอัจฉริยะทางดนตรีหรอก ขอให้สร้างเด็กธรรมดาให้เก่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ จะนั่งรอคอยให้มีช้างเผือกมาเกิด ประเทศก็คงไปไม่รอด ขอเพียงให้เอาช้างธรรมดามาล้างให้สะอาดๆ ก็วิเศษสุดแล้ว


แนวทางในการปฏิรูปการศึกษาดนตรีของไทย

แนวทางการปฏิรูปการศึกษาดนตรีควรเป็นอย่างไร ซึ่งปัญหาของการศึกษาดนตรีมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกันคือ หนึ่งก็คือ การศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐานการศึกษา ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาดนตรีในโรงเรียนสามัญขั้นพื้นฐาน ระดับที่สอง การศึกษาดนตรีระดับอาชีพ ในสถาบันอุดมศึกษา และระดับสุดท้าย คือการจัดดนตรีสำหรับภาคประชาชนคนทั่วไป

สำหรับการศึกษาดนตรีขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชนทั่วไปนั้น ปัจจุบันโรงเรียนพิเศษที่สอนดนตรีวันเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนประเภท ๑๕(๒) ของกรมการศึกษาเอกชน ซึ่งจัดการศึกษาให้กับประชาชนอยู่แล้ว โรงเรียนพิเศษเหล่านี้ให้ความรู้กับเด็กไทยมา ๔๐ ปีแล้ว (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๙) เป็นการศึกษาที่มีคุณภาพบ้าง ไม่มีคุณภาพบ้าง โดยมีธุรกิจเป็นตัวกำหนด คนมีเงินมากก็เลือกเรียนดนตรีดีๆ ได้ คนที่มีเงินน้อยก็เลือกเรียนได้ตามจำนวนเงิน ได้น้อยบ้างหรือไม่ได้เรียนเลย การเรียนดนตรีของคนทั่วไปจึงเป็นตลาดวิชาที่แท้จริง และคนไทยได้ความรู้ดนตรีจากโรงเรียนดนตรีตรงนี้

การปฏิรูปการศึกษาดนตรีระดับพื้นฐาน ดนตรีสำหรับเด็กพิเศษ รัฐควรจัดตั้งโรงเรียนพิเศษหรือศูนย์พัฒนาดนตรีขึ้น ๓-๔ แห่งทั่วประเทศ ใช้งบประมาณแห่งละ ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนาโรงเรียนดนตรี พัฒนาครูดนตรี และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนดนตรี ให้การสนับสนุนและรับรองคุณภาพการศึกษาดนตรีของโรงเรียน ๑๕(๒) โรงเรียนใดที่ได้รับการรับรอง รัฐให้เงินสนับสนุนจำนวนหนึ่ง (๒๕-๗๕%) ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะวางเงื่อนไขอย่างไร เช่น มีครูดนตรีที่มีคุณสมบัติ ๑ คน รัฐให้การสนับสนุน ๕,๐๐๐ บาท โรงเรียนมีคุณสมบัติ
รัฐสนับสนุน ๑ แสนบาท เป็นต้น นักเรียนคนใดที่ไปเรียนดนตรีจากโรงเรียนพิเศษเหล่านั้น มีใบรับรองการเรียนดนตรีให้ โดยไม่ต้องเรียนวิชาดนตรีในชั่วโมงดนตรีของโรงเรียนสามัญ

ศูนย์พัฒนาดนตรี (๓-๔) ของรัฐกระจายอยู่ทุกภาค ให้เป็นศูนย์พัฒนาครู พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เป็นแหล่งข้อมูล โน้ตเพลง หนังสือ ตำรา ศูนย์ค้นคว้าวิจัยดนตรีด้วย นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนดนตรีที่เด็กเก่งดนตรี (ช้างเผือก อัจฉริยะ ผู้มีความสามารถเป็นเลิศ หรือผู้มีความสามารถพิเศษ) ได้เรียนดนตรีกับครูคนเก่งจริงๆ ได้ และเป็นศูนย์สอบเทียบดนตรีของชาติทุกระดับด้วย ศูนย์พัฒนาครูดนตรีเหล่านี้ควรเป็นศูนย์ที่ขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ

แนวทางการปฏิรูปศึกษาดนตรีระดับอาชีพ ปฏิรูปวิทยาลัยนาฏศิลป์ ๑๒ แห่งให้เป็นวิทยาลัยเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยโขนละคร วิทยาลัยดนตรีไทย วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างดนตรี วิทยาลัยออกแบบเครื่องแต่งการและฉาก วิทยาลัยบัลเล่ต์ วิทยาลัยศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสาน วิทยาลัยศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคเหนือ วิทยาลัยศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคกลาง วิทยาลัยศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ วิทยาลัยดนตรีสากล วิทยาลัยเทคโนโลยีดนตรี วิทยาลัยศิลปะการแสดงร่วมสมัย เป็นต้น แล้วรัฐโยกย้ายอุปกรณ์ ทรัพยากร บุคลากร ให้ไปอยู่ในที่ๆ เหมาะสมและควรจะเป็น

สถาบันอุดมศึกษา สถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เปิดสอนวิชาเอกดนตรี ที่ไม่มีความพร้อมใดๆ มีแต่ปัญหา ให้ยุบหลักสูตรทิ้ง เปลี่ยนให้เปิดสอนเพียงวิชาดนตรีพื้นฐานหรือเป็นวิชาเลือกเท่านั้น ไม่ให้เปิดเป็นวิชาเอกอีกต่อไป ส่วนสถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมรัฐควรลงทุนให้เต็มที่ สร้างศักยภาพในการผลิตใหม่ พัฒนาไปสู่สถาบันการดนตรีที่สมบูรณ์ต่อไป

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยผลิตบัณฑิตดนตรีที่มีคุณภาพต่ำ ปีละ ๕๐๐ คน ซึ่งรัฐจะต้องปฏิรูปใหม่ ให้สถาบันอุดมศึกษาไทยผลิตบัณฑิตดนตรีที่มีคุณภาพสูง ปีละ ๕๐๐ คนให้ได้ จึงจะเพียงพอกับความต้องการของสังคม ดังนั้นควรมีสถาบันดนตรีอุดมศึกษาระดับสูงอย่างน้อย ๕ สถาบัน แต่ละสถาบันอุดมศึกษาควรมีกำลังผลิตบัณฑิตสถาบันละ ๑๐๐ คนต่อปี

สถาบันอุดมศึกษาไทยจะต้องมีศักยภาพผลิตมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตทางดนตรีได้ รัฐจะต้องให้การสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาไทยพัฒนาศักยภาพ กำลังการผลิตบุคลากรระดับสูงทางดนตรีให้ได้ ซึ่งรัฐจะต้องลงทุนอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพราะผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาไทยไม่คิดถึงวิชาดนตรี

การปฏิรูปดนตรีสำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งแรกที่รัฐจะต้องทำก็คือ ยึดสถานีวิทยุที่รัฐมี ๔๐๐ กว่าสถานีกลับคืนมาอย่างน้อยๆ ๔ สถานี โดยเปิดเพลงให้ประชาชนฟัง ๒๔ ชั่วโมง สลับกับข่าวสารต้นชั่วโมงก็ไม่เป็นไร หนึ่งเป็นสถานีเพลงไทยและเพลงพื้นบ้าน หนึ่งเป็นสถานีเพลงคลาสสิก หนึ่งให้เป็นสถานีเพลงแจ๊ส และหนึ่งให้เป็นสถานีเพลงนานาชาติและเพลงลูกทุ่ง ไม่ต้องเป็นห่วงว่าคนจะฟังหรือไม่ แต่เป็นสถานีที่รัฐให้บริการ รัฐลงทุน คนที่อยากฟังเขาได้ฟัง เป็นบริการประเภทเดียวกับห้องสมุดประชาชน

เนรมิตโรงละคร (ดนตรีและศิลปะการแสดง) ประจำจังหวัด ขนาด ๒๐๐ ที่นั่ง งบประมาณโรงละ ๘๐ ล้านบาท เพื่อให้เป็นสถานที่แสดงดนตรี ละคร และศิลปะการแสดงทุกชนิด โดยออกแบบให้เป็นโรงละครจริงๆ โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงการจัดงานแต่งาน งานเลี้ยงหรือสังสรรค์รื่นเริงเด็ดขาด เพื่อให้ศิลปินพื้นบ้านในท้องถิ่นและศิลปินต่างถิ่น มีที่แสดง ชาวบ้านจะได้มีโอกาสได้ชื่นชม

สุดท้ายปฏิรูปวงดนตรี "แห่งชาติ" และ "แห่งประเทศไทย" ทุกวงเสียใหม่ วงมโหรีแห่งชาติ วงปี่พาทย์แห่งชาติ วงซิมโฟนีแห่งชาติ ให้เป็นวงดนตรีแห่งชาติจริงๆ ไม่ใช่เป็นวงดนตรีแห่งชาติเพียงชื่อเท่านั้น ต้องสร้างผลงานในระดับมืออาชีพ ระดับชาติ และระดับนานาชาติได้ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นระดับเดียวกัน รวมทั้งการบูรณะ ปรับปรุง ทำนุบำรุง โรงละครแห่งชาติและศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเสียใหม่ด้วย อย่าปล่อยให้ทรุดโทรมอย่างที่เป็นอยู่เลย

แนวทางการปฏิรูปการศึกษาดนตรีที่นำเสนอมาเคร่าๆ นั้นเป็นเพียงความคิดเบื้องต้นเท่านั้น ยังมีรายละเอียดอีกมากที่จะต้องวางแผนและจัดการให้สำเร็จ จะคอยให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรืออย่างยถากรรมอย่างที่เป็นอยู่ก็คงเป็นไปไม่ได้ ให้คอยอีกร้อยปีก็เป็นไปไม่ได้ นอกจากการใช้อำนาจรัฐในการปฏิรูป เป็นนโยบายรัฐจัดตั้งคณะทำงานปฏิรูป แท้จริงแล้วไม่ได้ลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่แต่ประการใด เพียงแต่โยกย้าย บริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้ก็จะเห็นผลทันตาแล้ว

กรณีเด็กอัจฉริยะ เด็กช้างเผือก ผู้มีความสามารถเป็นเลิศ
และเด็กผู้มีความสามารถพิเศษดนตรี

ปัจจุบันหน่วยงานการศึกษามีโครงการจำนวนมากที่ต้องการค้นหา ยกย่อง สนับสนุนเด็กผู้มีความสามารถเป็นเลิศ เด็กอัจฉริยะ เด็กช้างเผือก โดยโครงการเหล่านั้นต้องการพัฒนาศักยภาพให้เด็กได้ไปให้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะนักการศึกษาเชื่อว่า เด็กเก่งเหล่านั้นไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และเด็กเก่งไปหลบมุม อยู่ปะปนกับเด็กธรรมดาทั้งหลาย จึงไม่ได้รับการพัฒนาให้ถึงขีดสูงสุด

สภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาก็ถือโครงการเด็กอัจฉริยะ เด็กช้างเผือก เด็กผู้มีความสามารถพิเศษ หรือผู้มีความสามารถเป็นเลิศ เป็นผลงานชิ้นเอก แต่จริงๆ แล้วเรื่องเด็กเก่งนี้ ระบบการศึกษาไทยได้ทำกันมานานแล้ว ที่มีโรงเรียนชั้นเลิศสำหรับคนชั้นเลิศของประเทศ เช่น เตรียมอุดมศึกษา สวนกุหลาบ สตรีวิทยา ที่ล่าสุดก็มีมหิดลวิทยานุสรณ์ โรงเรียนจุฬาภรณ์ เป็นต้น โรงเรียนเหล่านี้ก็คัดเลือกเด็กชั้นเลิศของประเทศ ทุกๆ ปี

ใครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการก็จะพบปัญหามากคือ ปัญหาเด็กฝาก เพราะผู้มีอำนาจจำนวนมากฝากลูกหลานให้เข้าโรงเรียนชั้นดีเหล่านี้ สมัยหนึ่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ที่ชื่อ พลเอกมานะ รัตนโกเศศ ท่านเสนอให้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งประเทศให้ชื่อว่า "สวนกุหลาบ" ทั้งหมด เพื่อจะแก้ปัญหาเด็กฝาก เมื่อจะฝากเข้าสวนกุหลาบ ก็สามารถส่งไปยังสวนกุหลาบไหนก็ได้

การที่นักการศึกษาไทยเชื่อว่า (จำได้ว่า ฟังมาว่า อ่านเข้าใจว่า) ความสามารถของเด็กที่เก่ง มีมาตั้งแต่เกิด ความเก่ง ความสามารถด้านต่างๆ มีติดตัวเด็กมากับ DNA จึงทำให้นักการศึกษาของไทยทั้งหลายค้นหาช้างเผือก ค้นหาเด็กอัจฉริยะ ค้นหาเด็กผู้มีความสามารถพิเศษเหล่านั้น จึงทำให้สภาการศึกษาแห่งชาติและการปฏิรูปการศึกษาทั้งหลายไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแต่ค้นหา DNA หาเด็กอัจฉริยะสนใจเฉพาะเด็กที่เก่ง เพราะสามารถที่จะได้อวดเป็นผลงานโดยเร็ว ทั้งนี้ไม่รวมเวลาที่นั่งแบ่งเขตการศึกษา ว่าใครจะได้นั่งตำแหน่งอะไร ใครขึ้นอยู่กับใคร

เมื่อนักการศึกษาไทยโดยกระทรวงศึกษาธิการ เลือกเด็กเก่งๆ จากทั่วประเทศแล้วนำไปรวมไว้ที่โรงเรียนหนึ่ง แล้วหาครูเก่งๆ ให้ไปอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน เพื่อสอนเด็กเก่ง รัฐลงทุนให้ทุกอย่าง ให้ทุนการศึกษา ให้เงินเดือนครูแพงๆ ให้สวัสดิการครูดีๆ สนับสนุนอุปกรณ์การสอน เครื่องไม้เครื่องมือเพียบพร้อมทุกอย่าง เรียกได้ว่า อยู่ดีกินดี มีความพร้อม มีสมองเป็นเลิศ และมีโอกาสเหนือใครในประเทศนี้ เรื่องนี้ไม่ต้องพิสูจน์ก็บอกได้เลยว่าต้องดีแน่นอน เพราะถ้าไม่ดีก็ต้องหาคนและของมาเปลี่ยนใหม่ให้ดี

สมัยเมื่อ ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ ท่านเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ สมัยสุดท้ายของชีวิต ท่านได้แสดงความเห็นไว้ว่า โรงเรียนที่รวบรวมเด็กเก่งๆ ทั้งหลายไว้ในโรงเรียนเดียวกัน ให้ควายไปสอนเด็กพวกนี้ (ควายเป็นครู) เด็กก็ยังเก่ง ครูอาจารย์ทั้งหลาย (ที่เข้าใจว่าตัวเองเป็นควาย) ก็โกรธอาจารย์ ดร.ก่อ มาก เมื่อท่านเสียชีวิต ครูอาจารย์ของโรงเรียนเก่งยังไม่ยอมไปงานศพท่านเอาทีเดียว

DNA นั้นอาจจะสมบูรณ์หรือเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพันธุกรรม สืบทอดได้ แต่ความสามารถ ทักษะ ความรู้สึกนึกคิด เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม เด็กเป็นลูกของสิ่งแวดล้อม แน่นอนหากเด็กมี DNA ที่สมบูรณ์ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ครูดีมีประสบการณ์สูง เด็กย่อมมีโอกาสที่ดีกว่า

ทำไมเด็กที่เมืองเลยจึงเก่งศิลปะ ไปประกวดที่ไหนครั้งใด จึงชนะได้รางวัลทุกครั้งไป ทำไมเด็กที่อื่นๆ ไม่เก่งศิลปะ คำตอบก็คือ ที่เมืองเลยมีครูสังคม ทองมีสอนอยู่ แล้วทำไมสภาการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ศึกษาหาความรู้จากครูสังคม ทองมี ทำไมไม่ไปช่วยครูสังคม ทองมี ทำไมไม่ให้งบประมาณกับครูสังคม ทองมี ทำไมไม่ยกตำแหน่งผู้อำนวยการศิลปะศึกษาแห่งชาติให้กับครูสังคม ทองมี และทำไมอีกหลายๆ ทำไม เพราะครูสังคม ทองมี เป็นหนังสือเล่มใหญ่ แต่นักการศึกษาของไทยจากกลุ่มปฏิรูปการศึกษา
มัวแต่ไปสนใจไปศึกษาดูงาน เขียนเรื่องราวของเด็กอัจฉริยะของต่างประเทศ ไปประเทศแคนาดา ไปออสเตรเลีย ไปนิวซีแลนด์ ไปอเมริกา ไปญี่ปุ่น ฯลฯ ทำไมนักการศึกษาไทยเหล่านั้น ไม่ศึกษาดูงานที่เมืองเลยของครูสังคม ทองมี กันบ้าง

ไม่ต้องเอาเด็กเก่งทั้งประเทศมาไว้โรงเรียนเดียวกันหรอก ยกเว้นเด็กที่มีความสนใจเฉพาะทาง จัดสร้างโรงเรียนเฉพาะทางให้เด็กได้เติบโต ปัญหาอยู่ที่ว่าอย่าทำโรงเรียนเฉพาะทางวิชาเดียว สนใจวิชาอื่นๆ บ้างได้ไหม ประเทศนี้คงไม่พัฒนาอยู่เฉพาะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพอยู่วิชาเดียวหรอก วิชาศิลปะ วิชาดนตรี วิชานาฏศิลป์ ก็มีอาชีพ ก็มีความจำเป็นและมีความต้องการและมีคนสนใจที่จะเรียน มีคนสนใจที่จะฟังเพลงไพเราะจากศิลปินไทย

ดวงจันทร์นั้นอย่าเข้าใจว่านักวิทยาศาสตร์ไปก่อน ศิลปินต่างหากที่ไปดวงจันทร์มาก่อนใครๆ นักเขียนการ์ตูนไปดวงจันทร์มาก่อน กวีไปดวงจันทร์มาก่อน นักเขียนนวนิยายไปดวงจันทร์มาก่อน นักดนตรีไปดวงจันทร์มาก่อนนักวิทยาศาสตร์ เพราะศิลปินเหล่านี้มี "จินตนาการและมีความคิดสร้างสรรค์" เมื่อจินตนาการและสร้างสรรค์ว่าไปดวงจันทร์ได้แล้ว นักวิทยาศาสตร์จึงจะเดินทางไปดวงจันทร์ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ ควรให้ความสนใจและให้ความสำคัญทุกๆ สาขาวิชา โลกมันเบี้ยวเพราะการศึกษาให้ความสนใจวิชาเดียว

ดนตรีเป็นวิชาหนึ่งที่ถือเป็นวิชา "พิเศษ" แปลว่าเรียนหลังจากคนอื่นๆ กลับบ้านแล้ว โดยมีครูพิเศษมาสอน ใครเก่งดนตรีได้รับการยกย่องว่าเป็นคนพิเศษ อย่าลืมว่า พิเศษนั้นมีอยู่ ๒ จำพวกด้วยกัน จำพวกแรกเป็นประเภทที่เหนือคนอื่นๆ ดีกว่าคนอื่นๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวชามพิเศษ แปลว่ามากกว่า ดีกว่า จ่ายเงินมากกว่า อีกพวกหนึ่งเป็นเด็กพิเศษเหมือนกัน แต่ด้อยกว่า ต่ำกว่า เช่น เด็กพิการ ตาบอด หูหนวก ถือเป็นเด็กพิเศษ (ให้การศึกษาพิเศษ) เด็กออทิสติก ก็ถือว่าเป็นเด็กพิเศษ เป็นต้น ดนตรี ศิลปะ นาฏศิลป์ เป็นวิชาที่จัดอยู่ในกลุ่มเด็กพิเศษที่แตกต่างและตกต่ำ เพราะรัฐลงทุนน้อย คิดถึงทีหลัง แต่ขณะนี้กำลังจะรู้สึกว่า "พิเศษ" จะกลับตละปัด อาจจะพิเศษเพราะอนาถา ไม่มีใครสนใจหรืออาจจะมีความหมายว่าเก่งสุดยอดก็เป็นได้

ดังนั้นเมื่อพูดถึงเด็กที่เก่งดนตรีเป็นเด็กพิเศษคราใด ทำให้นึกว่า เป็นเด็กพิเศษประเภทไหนกันแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ สภาพวิชาดนตรี ศิลปะ นาฏศิลป์ในโรงเรียน จะติดกลุ่มพิเศษประเภทอนาถา ตกต่ำอยู่ข้างล่างเสียส่วนมาก



บรรณานุกรม

ณรุทธ์ สุทธจิตต์ จิตวิทยาการสอนดนตรี พิมพ์ครั้งที่ ๓ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๕
ณรุทธ์ สุทธจิตต์ หลักการของโคดายสู่การปฏิบัติ: วิธีการด้านดนตรีศึกษาโดยการสอนแบบโคดาย สำนัก
พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๗
ธวัชชัย นาควงษ์ การสอนดนตรีสำหรับเด็กตามแนวของคาร์ล ออร์ฟ (Carl-Schulwerk) สำนักพิมพ์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๒
ธวัชชัย นาควงษ์ โคไดสู่การปฏิบัติ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๔๔
สุกรี เจริญสุข พรสวรรค์ศึกษา สำนักงาน Music Talks เซ็นทรัลปิ่นเกล้าฯ ชั้น ๑๙ พ.ศ. ๒๕๔๔
สุกรี เจริญสุข วารสารเพลงดนตรี หัวใจของการเรียนดนตรีระบบซูซูกิ ฉบับที่ ๕ (๑๓) หน้า ๑๓-๑๗
พ.ศ. ๒๕๔๑
สุกรี เจริญสุข วารสาร Music Talks เพลงแรก ฉบับที่ ๓๔ ปีที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๔
สุกรี เจริญสุข วารสาร Music Talks เพลงแรก ฉบับที่ ๔๒ ปีที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๕
สุกรี เจริญสุข ๑๑๑ คนดนตรี ชีวิตและผลงานประกอบภาพเขียน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัย
มหิดล พ.ศ. ๒๕๔๖


 
 
หน้าหลัก